หนึ่งในโรคภัยไข้เจ็บที่มีผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นทุกปีคือ “ภูมิแพ้” อาจเนื่องด้วยปัจจุบันเต็มไปด้วยฝุ่นควัน มลพิษ มลภาวะเพิ่มมากขึ้น และทำให้มีสารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้เพิ่มมากขึ้นด้วย วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับโรคภูมิแพ้กันให้มากขึ้น เพื่อที่จะหาทางป้องกันเอาชนะโรคนี้ด้วยกัน
ภูมิแพ้คืออะไร
“ภูมิแพ้” หรือที่เรียกกันว่า “จมูกอักเสบเรื้อรัง” เป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นโดยที่เยื่อบุจมูกมีความไวที่ผิดปกติต่อสิ่งกระตุ้นหรือหรือสารก่อภูมิแพ้ต่างๆในสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ ควัน เชื้อรา แมลง ขนสุนัข ขนแมว น้ำหอม หรืออาหารบางชนิด และแสดงออกมาทางร่างกายในหลายรูปแบบอาการ เช่น คัน ไอ จาม หรือ น้ำมูกไหล โดยผู้คนในปัจจุบันมีแนวโน้มในการเกิดภูมิแพ้เพิ่มมากขึ้น มีข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขเมื่อปี 2559 รายงานว่า เมื่อปี พ.ศ. 2559 มีเด็กไทยที่ป่วยเป็นภูมิแพ้มากถึง 30% และพบในผู้ใหญ่ 20% โดยมีผู้ป่วยมากขึ้น 3-4 เท่าเมื่อเทียบกับ 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งโดยลำพังอาการภูมิแพ้อาจจะไม่ได้ถือเป็นโรคร้ายแรง แต่ส่งผลกระทบเป็นอย่างมากต่อการใช้ชีวิตในสังคม สร้างความรำคาญให้กับผู้ที่เป็น ทั้งยังทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงด้วย และที่สำคัญ หากรักษาไม่ถูกวิธี อาจเกิดโรคแทรกซ้อนตามมาได้ด้วย
อาการของภูมิแพ้
โดยทั่วไป ที่บริเวณเยื่อบุจมูกของผู้ที่เป็นภูมิแพ้จะมีลักษณะบวมมาก และมีน้ำมูกใสๆไหลออกมา และนอกจากนั้นเยื่อบุจมูกอาจมีริดสีดวงจมูกร่วมด้วย มีตุ่มนูนแดงกระจายทั่วผนังด้านในคอ โดยมีอาการที่แสดงออกมาโดยทั่วไปดังนี้
1. จมูกอักเสบเนื่องจากอาการแพ้: โดยมีอาการคือคัดจมูก น้ำมูกไหล คันใบหู คันริมฝีปาก ซึ่งอาการเช่นนี้สามารถเกิดขึ้นตามฤดูกาลหรือเกิดตลอดทั้งปี
2. เยื่อบุตาอักเสบเนื่องจากการแพ้: มีอาการตาแดง หนังตาด้านในบวมแดง น้ำตาไหล มีอาการคันรอบๆตา หรือหนังตาบวม เป็นต้น
3. โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังในเด็ก (Atopic Dermatitis): หรือที่เรียกกันว่า “ผื่นแพ้พันธุกรรม” สามารถเกิดขึ้นได้ในบริเวณข้อศอก หัวเข่าและข้อพับต่างๆ มีอาการแดงแห้งและคันในบริเวณดังกล่าว
4. ลมพิษ: จัดอยู่ในหนึ่งในอาการภูมิแพ้ โดยผิวหนังจะมีลักษณะเป็นริ้วและมีอาการคันร่วมด้วย
5. อาการแพ้แบบเฉียบพลับ: โดยมากจะมีอาการหน้าแดง เป็นลมพิษ เยื่อจมูกบวม คัดจมูก มีอาการบวมของเนื้อเยื่ออ่อนใต้ผิวหนัง พร้อมกับอาการคลื่นไส้ อาเจียน หายใจติดขัด มีเสียงหวีด และความดันโลหิตต่ำ เป็นอาการที่มีอันตรายถึงชีวิตเลยทีเดียว

สาเหตุของการเกิดภูมิแพ้
การเกิดโรคภูมิแพ้ มีสาเหตุดังต่อไปนี้
1. เกิดจากพันธุกรรม
2. มลพิษ มลภาวะทางสิ่งแวดล้อม ที่มีสารก่อภูมิแพ้ ซึ่งสามารถกระตุ้นก่อให้เกิดอาการที่แตกต่างกัน
3. ได้รับสารก่อภูมิแพ้ตั้งแต่เด็ก หรืออยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีควันบุหรี่
4. เกิดจากการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง
การรักษาโรคภูมิแพ้
โรคภูมิแพ้มีแนวทางในการรักษาที่หลากหลาย โดยแพทย์จะเป็นผู้ให้คำแนะนำรักษาตามระดับความรุนแรงของอาการ ดังนี้
1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้โดยตรง: นับเป็นวิธีการรักษาเบื้องต้นที่ถูกต้องและส่งผลดีกับผู้ป่วยเป็นอย่างมาก เป็นการรักษาจากต้นเหตุ ที่จะช่วยลดการอักเสบของโพรงจมูก ส่วนใหญ่มักทำควบคู่กับการรับประทานยา
2. การใช้ยา: ยาที่ใช้รักษาโรคภูมิแพ้หรือโรคจมูกอักเสบ ในกรณีที่แพ้ไม่มาก แพทย์จะแนะนำยาต้านฮีสตะมีน โดยให้ใช้ก่อนมีอาการ รวมถึงยาเกี่ยวกับหลอดเลือด เพื่อช่วยให้หลอดเลือดหดตัว ลดการบวมของเนื้อเยื่อในจมูก ทำให้คัดจมูกน้อยลง
3. รักษาด้วยการฉีดวัคซีน: เป็นการฉีดสารให้กับผู้ป่วยที่มีแนวโน้มจะแพ้ที่บริเวณผิวหนังหรือใต้ผิวหนัง ส่งผลให้เซลล์ระบบภูมิคุ้มกันเปลี่ยนแปลงไป ทำให้อาการทุเลาลงได้
4. รักษาด้วยการผ่าตัด: ใช้ในกรณีที่ใช้ยารักษาแล้วไม่ดีขึ้น แพทย์มักใช้คลื่นวิทยุจี้เยื่อบุจมูก เพื่อลดอาการบวม รวมถึงการผ่าตัดเพื่อนำเอาเส้นประสาทที่มาหล่อเลี้ยงเยื่อบุจมูกออกไป ช่วยลดอาการน้ำมูกไหลได้
การป้องกันภูมิแพ้
การที่จะเอาชนะภูมิแพ้ ต้องเริ่มต้นจากการเรียนรู้ที่จะป้องกัน โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต และเลี่ยงปัจจัยอื่นๆที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
- เลี่ยงการสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ ไม่ว่าจะเป็นฝุ่น ควัน หรือเกสรดอกไม้ที่ปลิวว่อนอยู่ในอากาศ หากอยู่ในฤดูกาลเช่นนี้ ให้สระผมก่อนเข้านอนทุกคืน เลี่ยงการตากเสื้อผ้าหรือเครื่องนอนในที่แจ้ง เพราะว่าเกสรดอกไม้และเชื้อราอาจจะติดมากับผ้าที่ตากก็ได้
- ใช้เครื่องปรับความชื้นสำหรับห้องที่อับชื้นมากๆ เพื่อลดจำนวนเชื้อรา โดยความชื้นที่พอเหมาะจะอยู่ระหว่าง 25-50%
- เมื่ออยู่ใกล้ชิดกับสัตว์เลี้ยง หรือสัมผัสกับสัตว์เลี้ยง ควรล้างมือทันที พร้อมทั้งถอดเสื้อผ้าและซักทันทีด้วยเช่นกัน
- ทำความสะอาดห้องนอน และอุปกรณ์เครื่องใช้ในการนอนอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันไรฝุ่นไม่ให้มาสัมผัสร่างกาย
- เลือกใช้เครื่องดูดฝุ่นที่มีน้ำเป็นตัวกักฝุ่น พร้อมทั้งแผ่นกรองอากาศประสิทธิภาพสูง และจะต้องสวมหน้ากากอนามัยเสมอ เพื่อป้องกันฝุ่นในขณะที่ทำความสะอาดบ้าน
- ตรวจหาแหล่งเพาะเชื้อราในบ้าน เช่น บริเวณเครื่องทำความชื้นบนพรมที่เปียกชื้น ในถังขยะ หรือพื้นห้องที่ผุ และควรหาวิธีกำจัดให้หมดไป
- ก่อนเลือกซื้ออาหารมารับประทาน ให้อ่านผลิตภัณฑ์ก่อนซื้อเสมอ เพื่อตรวจดูส่วนผสม เนื่องจากส่วนผสมบางชนิดอาจทำให้แพ้ เช่นอาหารประเภทถั่ว นม หรือไข่ เป็นต้น
- ซักทำความสะอาดเครื่องนอน ปลอกหมอนและผ้าปูที่นอนด้วยน้ำร้อนประมาณ 50 องศาเซลเซียส สัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อกำจัดไรฝุ่น
- หมั่นทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศในรถ เพื่อกำจัดเชื้อราที่แฝงตัวอยู่ในนั้น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ได้
- หลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการแพ้ เช่น ควันบุหรี่ หมอกควัน น้ำหอม สบู่ หรือน้ำยาซักล้างที่มีกลิ่นฉุน
- ทำความสะอาดบริเวณใต้ตู้เย็น ซึ่งมักเป็นที่สะสมของเศษอาหารและฝุ่นอยู่เสมอ
- เข้ารับการปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หากอาการยังไม่ดีขึ้น
“โรคภูมิแพ้” ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใด ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้หรือละเลย ที่สำคัญควรเข้ารับคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อการรักษาที่ตรงจุด และที่สำคัญควรมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดภูมิแพ้ รวมถึงการจัดสิ่งแวดล้อมภายในบ้านใหม่ให้มีความสะอาด ไม่เป็นที่สะสมของเชื้อโรค และต้องทำให้ร่างกายแข็งแรงด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย พร้อมทั้งหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น เพียงเท่านี้ก็จะทำให้คุณสุขภาพดี ชนะโรคภูมิแพ้ได้ง่ายๆ