หลายคนเข้าใจว่า โรคกระดูกคอเสื่อมเกิดจากการเสื่อมสภาพของกระดูกบริเวณคอในผู้สูงวัยเท่านั้น แต่ในปัจจุบันสามารถพบได้ในกลุ่มวัยที่อายุน้อยลงมาด้วย ซึ่งล้วนแต่มีสาเหตุมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตและเกี่ยวข้องกับการทำงาน โดยมีอาการตั้งแต่ปวดคอธรรมดา ลุกลามไปจนถึงมีอาการอ่อนแรงร่วมด้วย วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับโรคนี้ด้วยกัน ถึงสาเหตุ ที่มา อาการ รวมถึงการป้องกันที่เหมาะสมเพื่อให้กระดูกคอของเราแข็งแรงและทำหน้าที่ได้ดีไปนานๆ
โครงสร้างและหน้าที่ของกระดูกคอ
โดยปกติ กระดูกสันหลังส่วนคอ จะมีหมอนรองกระดูก ซึ่งเป็นกระดูกอ่อนชนิดพิเศษคั่นอยู่ โดยจะมีความยืดหยุ่น ทำให้คอสามารถยืด หด หรือเคลื่อนไหวไปในทิศทางต่างๆได้ตามที่เราต้องการ ไม่เพียงเท่านั้น กระดูกที่คอยังทำหน้าที่แบกรับน้ำหนักของศีรษะไว้ตลอดเวลา และภายในกระดูกคอจะมีเส้นประสาทไขสันหลังอยู่ที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวและรับความรู้สึกของแขนและขา
ลักษณะอาการของโรคกระดูกคอเสื่อม
อาการของโรคกระดูกคอเสื่อม มักเกิดกับคนที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป ซึ่งประสิทธิภาพการทำงานของหมอนรองกระดูกก็จะเริ่มเสื่อมลง ทำให้คุณสมบัติในการยืดหยุ่นเสียไป กระดูกปล้องคอที่ทำให้มีการเคลื่อนไหวก็ทำงานได้ไม่ราบเรียบเหมือนเดิม ยิ่งถ้าหากปล่อยให้กระดูกที่คอเคลื่อนไหวมากจนเกินไป ไม่ระมัดระวังก็สามารถทำให้ข้อต่อของกระดูกคอปล่องนั้นเสียสภาพไปได้ด้วย โดยอาการทั่วไปของปัญหาโรคกระดูกคอเสื่อม มีดังต่อไปนี้
- นอนหลับไม่สนิท นอนตะแคงไม่ได้เพราะจะเกิดอาการปวดเมื่อย
- มีปัญหาเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวคอ เหลียวหลังไม่สะดวก
- มีอาการปวดคอ คอแข็ง รวมถึงอาการปวดตื้อๆลึกๆที่บริเวณสะบัก หรือที่มักเรียกกันว่า “สะบักจม”
- มีการทรุดตัวของหมอนรองกระดูกที่คอมากขึ้น ทำให้ช่องว่างระหว่างกระดูกคอแคบลง ไม่เพียงเท่านั้นยังสามารถเกิดกระดูกงอกออกมาตามขอบของข้อต่อกระดูกที่คอ ที่มักเรียกกันว่า “กระดูกงอก” หรือ “หินปูนเกาะ” ทำให้ช่องประสาทที่ผ่านลงไปมีความตีบแคบมากขึ้น
- เกิดการกดทับเส้นประสาทและประสาทไขสันหลัง ซึ่งถ้าหากมีอาการปวดร้าวลงไปตามแขนจนถึงนิ้วมือ เกิดอาการชาเมื่อถูกกดหรือมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงร่วมด้วย นั่นเป็นอาการของการกดทับเส้นประสาท แต่ถ้าหากมีอาการเกร็ง นั่นคือปัญหาของประสาทไขสันหลัง
- ใช้แขนและมือไม่ถนัด เดินทรงตัวลำบาก กลั้นอุจจาระ ปัสสาวะไม่ได้

ปวดคอแบบไหนที่ต้องรีบมาพบแพทย์
โรคกระดูกคอเสื่อม เป็นอาการปวดที่สะสมจนสามารถกลายเป็นอาการเรื้อรังและทำให้เกิดความพิการได้ หากไม่รีบรักษาแต่เนิ่นๆ ดังนั้น ควรเข้าพบแพทย์เพื่อขอคำแนะนำทันทีหากพบอาการผิดปกติที่รุนแรงขึ้น ดังนี้
- อาการปวดคอไม่ดีขึ้นภายใน 2-3 วันหรือมีอาการปวดมากขึ้นกว่าเดิมจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน และปวดแบบไม่หายขาดต่อเนื่องกันนานกว่า 3 เดือน
- มีอาการปวดแบบรุนแรงและฉับพลัน
- มีอาการปวดร้าวลงแขน แขนชาและอ่อนแรงร่วมด้วย
- มีปัญหาในการเดิน เช่น เดินทรงตัวได้ไม่ดี ขาเกร็งแข็ง เดินลำบาก
- ไม่สามารถควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะและอุจจาระ
การตรวจวินิจฉัยโรคกระดูกคอเสื่อม
เพื่อความแม่นยำในการวินิจฉัยโรค ควรเข้ารับการตรวจร่างกายอย่างละเอียด โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า MRI SCAN หากพบความผิดปกติไม่รุนแรงนัก สามารถรักษาด้วยการรับประทานยาควบคู่กับการทำกายภาพบำบัด หรือในบางกรณีแพทย์อาจใช้วิธีการฉีดยาเข้าไปบริเวณเส้นประสาทที่ถูกกดทับ แต่ถ้าหากตรวจพบอาการที่รุนแรง แพทย์จะพิจารณาให้มีการรักษาด้วยวิธีผ่าตัด
ร้านให้คำแนะนำดีในเรื่องการตลาด ออกแบบและผลิตได้รวดเร็ว ชื่นชมในการสื่อสารครับ ไว้อุดหนุนใหม่อย่างแน่นอน
ได้รับสินค้าแล้วเรียบร้อย ตรงปกตามคำสั่งซื้อ สวยงาม ดูทนทาน ราคาเหมาะสม บริษัทขนส่ง ส่งของเร็ว ถูกต้อง
รับของเรียบร้อยแล้ว ทางร้านจัดส่งรวดเร็ว ของอยู่ในสภาพสมบูรณ์ดีไม่เสียหาย ทางร้านแพคสิ้นค้าหีบห่อมาดี
แนวทางการรักษาโรคกระดูกคอเสื่อม
ในการรักษาโรคกระดูกคอเสื่อม ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการในแต่ละเคส ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ ดังต่อไปนี้
ใช้ยาร่วมกับการทำกายภาพบำบัด: ในกรณีที่อาการไม่รุนแรงมากนัก เป็นช่วงระยะเริ่มต้นของหมอนรองกระดูกเสื่อม แพทย์จะแนะนำให้ใช้ยาร่วมกันการทำกายภาพบำบัด และจะต้องระมัดระวังไม่ให้กระดูกคอเคลื่อนไหวมากจนเกินไป อาจจะต้องมีการพักผ่อนร่วมกับการถ่วงดึงคอและรับประทานยาแก้อักเสบหรือยาแก้ปวดร่วมด้วย รวมถึงการบริหารกล้ามเนื้อคอให้มีความแข็งแรงมากขึ้น เพื่อที่จะสามารถแบกรับน้ำหนักของศีรษะไม่ให้ผ่านกระดูกคอมากจนเกินไป ในบางรายอาจใส่เครื่องช่วยพยุงคอ(Cervical collar) เพื่อให้คออยู่ในลักษณะปกติ
ผ่าตัด: เป็นการผ่าตัดในกรณีที่อาการรุนแรง มีการกดทับเส้นประสาทและไขสันหลังเกิดขึ้น หรือปวดเรื้อรังจากภาวะกระดูกสันหลังเสื่อม โดยแพทย์จะผ่าตัดเชื่อมกระดูกคอปล้องที่เสื่อม โดยจะเอาหมอนรองกระดูกที่เสื่อมรวมถึงกระดูกงอกที่บริเวณขอบของข้อต่อออก ทำให้ช่องประสาทกว้างขึ้น จากนั้นจะนำกระดูกเชิงกรานใส่เข้าไปแทน ในกรณีที่กระดูกคอมีการเสื่อมตัวหลายๆปล้อง กระดูกงอกยึดเชื่อมกันเองแล้ว แต่ถ้าช่องประสาทมีความตีบแคบมาก จะมีการผ่าตัดเพื่อขยายช่องประสาทไขสันหลังให้กว้างออก
การป้องกันไม่ให้กระดูกคอเสื่อม
แน่นอนว่ากระดูกคอจะต้องมีการเสื่อมสภาพไปไม่ช้าก็เร็วตามอายุ แต่เราสามารถชะลอการเสื่อมของอวัยวะชิ้นสำคัญนี้ได้ โดยมีข้อควรปฏิบัติดังต่อไปนี้
- เลี่ยงการบิดหมุนคอหรือสะบัดคออยู่บ่อยๆ
- ให้คออยู่ในลักษณะที่ตรงแบบปกติตามธรรมชาติ ไม่ควรก้มคอมากจนเกินไปนานๆต่อเนื่องกัน และให้เลี่ยงการทำงานโดยแหงนคอเป็นเวลานานๆอยู่บ่อยๆ
- บริการกล้ามเนื้อคอด้วยวิธีการที่ถูกต้องเป็นประจำ
- ในการนอน ควรใช้หมอนหนุนศีรษะให้อยู่ในระดับที่พอดี มีส่วนรองรับใต้คอให้กระดูกคออยู่ในลักษณะปกติ
- ไม่แนะนำให้รักษาด้วยวิธีการดัดคอหรือบิดหมุนคอ เพราะอาจทำให้กระดูกข้อต่อคอเคลื่อนและเป็นอันตรายได้
“โรคกระดูกคอเสื่อม” สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในวัยหนุ่มสาว วัยทำงานและผู้สูงวัย ซึ่งอาการมากน้อยแตกต่างกันออกไป โดยอาจเริ่มต้นจากการปวดคอเรื่อยไปจนถึงการกดทับของเส้นประสาท ปวดมากขึ้นจนเป็นปัญหาต่อการเคลื่อนไหว แน่นอนว่าส่วนหนึ่งมาจากความเสื่อมของอวัยวะภายในอย่างหมอนรองกระดูก แต่ก็ยังมีอีกหลายปัจจัยเสริมที่ทำให้เกิดอาการดังกล่าวขึ้นได้ ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับลักษณะการทำงานและพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันของเรา ดังนั้นเพื่อเป็นการถนอมกระดูกคอของเราให้แข็งแรงและอยู่กับเราไปนานๆ ควรมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดปัญหาและพบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น